เรื่อง (สั้น) ของหนู

posted on 26 Dec 2011 21:18 by annamonly

            คุณเชื่อมั้ยครับว่า เพียงแค่ 1 นาที มนุษย์ทั่วทั้งโลกเกิดอารมณ์ขึ้นแตกต่างกันไม่รู้กี่สิบอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ ห่ดหู่ สนุกสนาน ฯลฯ ถ้าเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางด้านดี ก็ฮาเฮกันไปครับ แต่ถ้าเป็นตรงกันข้ามนี่สิ เรื่องราวมันช่างดราม่า ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ จนยากที่จะรับมือซะจริงๆ แต่ก็นั่นแหละครับ ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา มันต้องดับสูญไปตามกาลเวลาเสมอ เรื่องของอารมณ์เองก็เช่นกัน เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ย่อมดับไป ที่เริ่มเกริ่นนำมาข้างต้น ผมขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้จะมาถกเรื่องสัจธรรมหรือปรัชญาชีวิตแต่อย่างใด จริงๆ ผมตั้งใจจะเล่าสิ่งที่ผมเพิ่งพบเจอมาต่างหากล่ะ

            ก่อนจะเล่า อยากให้ทราบโดยทั่วกันก่อนนะครับว่า ผมอาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่งย่านบางเขน ผมเพิ่งย้ายมาได้สัก 2-3 เดือนที่แล้วนี่เอง จริงๆ ก็ไม่ย้ายมาไกลอะไรมากมายหรอกครับ ย้ายมาจากอพาร์ตเม้นท์ที่อยู่ข้างๆ กันนี่แหละ ที่ย้ายออกมาก็เพราะว่า อพาร์ตเม้นท์หลังนั้นเริ่มคับแคบสำหรับผม อีกอย่าง แหล่งอาหารของผมเริ่มลดน้อยลง นั่นเป็นเพราะ เจ้าของอพาร์ตเม้นท์เริ่มจัดระบบการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางมากขึ้น ด้วยการแจกถังขยะที่มีฝาปิดแน่นหนาแก่ผู้อาศัยห้องละ 1 ถัง รวมถึงแจกถุงพลาสติกอย่างหนา นี่มันปิดโอกาสหากินของผมชัดๆ ผมจะเรียกร้องอะไรได้ล่ะครับ นอกจากหาที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่า

            คุณคงกำลังแปลกใจแน่ๆ ว่าทำไมผมต้องหาของกินจากถังขยะ ผมว่า...คุณต้องคิดว่า ผมเป็นคนยากจนข้นแค้น แสนสาหัสที่แอบขึ้นมาหากินและพักอยู่บนอพาร์ตเม้นท์คนอื่นแน่นอน  มันทั้งถูกและไม่ถูก ที่ถูกคือ ผมแอบขึ้นมาหากินและหลับนอนบนนี้ ส่วนที่ผิดคือ ผมไม่ใช่ทั้งคนยากจนและคนบ้า แต่ผมไม่ใช่คน

            ผมว่า ถึงตอนนี้คุณคงทำคิ้วขมวด และเกิดคำถามขึ้นมาในใจแน่ๆ ว่า  “แล้วตกลงมึงเป็นตัวอะไรกันแน่วะ?” ผมเป็นหนูครับ หนูสกปรกตัวดำปี๋นี่แหละ แต่นี่คงไม่ใช่เวลาที่จะมาทำความรู้จักมักจีอะไรผมมากนัก เอาเป็นว่า รู้ว่าผมเป็นหนูก็พอ ไม่งั้นกว่าจะได้เข้าเรื่องจริงๆ คงปาเข้าไปอีกหลายหน้ากระดาษจนคุณพาลเบื่อผมไปซะก่อนอย่างแน่นอน

            ด้วยความที่ผมเป็นหนู ผมจึงสามารถบุกไปได้ทุกชั้นทุกห้อง เรียกได้ว่านี่คืออาณาจักรของผมเลยก็ได้ อพาร์ตเม้นท์แห่งนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น สมาชิกทั้งหมดเป็นนักศึกษา เพราะมันอยู่ใกล้สถานศึกษา

            การที่ผมสามารถบุกไปได้ทุกตรอกซอกซอยภายในอพาร์ตเม้นท์ แน่นอนล่ะครับว่า มันทำให้ผมได้เห็นพฤติกรรมของมนุษย์มากมาย ต้องบอกก่อนนะครับว่าผมไม่ได้มีนิสัยชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านแต่อย่างใด ทุกเรื่องที่ผมได้รับรู้ว่า มันเกิดจากความบังเอิญที่ผมดันไปอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ อย่างเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนที่ชั้น 3 ห้อง 306

            ห้องนี้เป็นห้องของนักศึกษาชายที่ชื่อ "นิด" ครับ นายนี่ชอบพาเพื่อนมาที่ห้อง กิจกรรมหลักๆ ที่ผมเห็นพวกเค้าทำก็คือ ฟังเพลง ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ดูหนัง เล่นกีต้าร์ และบางวันก็สูบควันจากอุปกรณ์ที่ทำจากไม้ไผ่ที่ผมไม่เคยเห็น

            เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังนอนกลางวันอย่างมีความสุข ในตู้เสื้อผ้าห้อง 305 จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น ด้วยความรำคาญที่มีคนบังอาจมารบกวนเวลาพักผ่อนของผม ผมจึงตัดสินใจวิ่งตามเสียงนั้นไปดูให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย

            เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ ผมแอบอย่างมิดชิดอยู่ใต้โซฟา ให้ตายเถอะ ผมขอบ่นหน่อย หยากไย่เต็มใต้โซฟาไปหมด ไม่คิดจะทำความสะอาดกันบ้างหรือไงวะ? แน่นอนว่า หนูเนี่ยไม่ได้รักความสะอาดอะไรมากมายหรอก แต่หยากไย่มันติดหน้าติดตาผมไปหมด

            “แก้ม นิดขอโทษ” เจ้าของเสียงทุ้มที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลเก่าๆ ที่กลางห้องเอ่ยขึ้น

            “แก้มฟังนิดพูดคำว่า ขอโทษ มาตั้งกี่รอบแล้ว ทำไมนิดไม่เปลี่ยนจากคำว่า ขอโทษ เป็นการปรับปรุงตัวเองให้มันดีกว่านี้บ้าง” เจ้าของเสียงแหลมยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าคู่สนทนา

            “แล้วแก้มจะให้นิดทำยังไง ที่มันเป็นแบบนี้ เพราะเวลาของเรามันไม่ตรงกันไม่ใช่หรอ!” คนเสียงทุ้มเริ่มมีโทสะบ้าง

            “ใช่แก้มรู้! แต่นิดไม่เคยคิดอยากจะใช้เวลาที่มันมีอยู่น้อยให้มันมีค่าบ้างเลย วันๆ นิดก็อยู่แต่กับเพื่อน แก้มไม่เคยว่า แก้มเข้าใจว่าผู้ชายต้องการอะไร แต่แก้มไม่เข้าใจว่า นิดไม่คิดที่จะโทรมาหาแก้มบ้างเลยหรอ?” คนที่ถูกเรียกว่า “แก้ม” ก้มหน้าลงบนฝ่ามือของตัวเองและเริ่มร้องไห้

            “แก้ม จะร้องทำไม...” นายนิดเอ่ยขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เขาค่อยๆ ลุกจากโซฟาและเอื้อมมือจะมาแตะที่ไหล่ของแก้ม แต่แก้มสะบัดไหล่ออก และเงยหน้าขึ้นพูดทั้งน้ำตาว่า

            “ชีวิตของคนเรามันไม่ได้แน่นอนหรอกนะ ถ้าแก้มตายไป นิดยังจะทำเฉยเมยแบบนี้อีกมั้ย?”

            “แต่แก้มยังไม่ตายหนิ!” ผมพยายามหลบเข้าไปให้ชิดผนังกว่าเดิม หวั่นใจว่านายนิดอาจจะหยิบขวดเบียร์ที่อัดแน่นไปด้วยก้นบุหรี่ข้างๆ ขาแล้วฟาดหัวแก้ม จนเศษแก้วร่วงลงมาทิ่มผม

            “ต้องรอให้แก้มตายก่อนหรอนิด!” นั่นไง แรงมา แรงกลับมาแบบนี้ ผมว่าต้องมีเลือดตกยางออกแน่ๆ

            “ไปกันใหญ่แล้วแก้ม อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่สิ!”

            “ก็แก้มเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ นะชีวิตนิดไง! ไม่สิ แก้มไม่มีตัวตนอยู่ในชีวิตของนิดเลยด้วยซ้ำ...”

            “ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้นะ...” นายนิดพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            “หึ ถามหน่อยเถอะนิด นิดมีแก้มไว้ทำไม?”

            แก้มทิ้งคำถามเอาไว้ เธอหยิบกระเป๋าและวิ่งออกไปจากห้องเล็กๆ ห้องนั้นไป เหลือนายนิดที่ทิ้งตัวลงบนโซฟาช้าๆ และดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เค้าคงกำลังตรึกตรองประโยคสุดท้ายที่เพิ่งได้ยิน

            น่าเห็นใจน้องแก้มเหมือนกันนะครับ เพราะจากการที่ผมเข้ามาหาอาหารในห้องนายนิดบ่อยๆ (ไอหมอนี่ ไม่เคยเก็บอะไรให้เป็นที่เลย จึงเป็นแหล่งอาหารที่อยู่ในระดับพอใช้) ผมก็เห็นว่า เธอไม่ได้โทรจิกทุกครึ่งชั่วโมงเหมือนที่ผู้หญิงคนอื่นๆ ทำสักหน่อย นายนิดไม่อยากรับโทรศัพท์เอง ถ้าผมเป็นผู้หญิง ก็คงจะคิดไปไกลเหมือนกันครับ ดีไม่ดี บอกเลิกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

            เฮ้อ...ก็ต้องเข้าใจนะครับ ว่าเพศชายอย่างเราๆ เนี่ย ไม่ค่อยจะดูแลเอาใจใส่ได้อย่างที่ผู้หญิงเค้าต้องการหรอก พวกผมอาจจะไม่หวานเหมือนวันแรกๆ ที่คบกัน เฉื่อย ฉ่ำแฉะ ละเลยต่อความรู้สึกของพวกคุณผู้หญิงไปบ้าง แต่มันไม่ได้แปลว่าผมไม่รักพวกคุณซะหน่อย

           ผมได้ยินผู้หญิงพูดอยู่บ่อยๆ ว่า ผู้ชายเป็นสัตว์ที่ไม่มีสมอง ไม่ค่อยคิดอะไร ผมยอมรับในข้อกล่าวหานี้นะ แต่อยากให้จะพวกคุณผู้หญิงทราบไว้สักอย่างว่า กับความรัก ผมใช้หัวใจ ไม่ได้ใช้สมอง ในขณะที่พวกคุณมักใช้สมอง วันๆ คุณคิดไปร้อยแปดพันเก้า คิดว่าพวกผมจะนอกใจบ้างล่ะ ละเลยบ้างล่ะ โน่นนี่นั่น คุณลองเปลี่ยนมาใช้หัวใจมากกว่าสมองดูสิครับ ผมว่า มันมีส่วนทำให้ชีวิตคู่ดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น

            เนื่องจากผู้หญิงชอบความเป็นรูปธรรม แต่ความรักมันดันเป็นนามธรร เลยไม่สามารถที่จะแสดงออกมาได้ว่า ตอนนี้ผมรักคุณเท่าไหร่ สมมติว่าวันนี้ 50% คุณคงจะท้วงว่า เมื่อวานตั้ง 80% ถ้ามันเป็นแบบนี้ ผู้หญิงบางคนคงคอยจ้องปริมาณความรักกับจนไม่เป็นอันทำอะไรแน่นอน ยิ่งถ้าจาก 100% ลดลงแค่ 0.5% ผมว่ามีหวังผู้ชายคนนั้นชะตาขาดแน่

            ผมเป็นผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างผู้ชายนะครับ ผู้ชายบางคนที่ปล่อยปะละเลยจนเกินงามอย่างนายนิดเนี่ยก็ควรที่จะปรับอะไรให้มันดีกว่าเดิมนะครับ ผมว่า ไอ้การรับโทรศัพท์ แล้วแค่บอกคนปลายสายว่าไม่ว่าง อยู่กับเพื่อน คงไม่ได้ผิดกฎหมายมาตราไหนของราชอาณาจักรไทยหรอก จริงมั้ย? Support ความรู้สึกของผู้หญิงบ้าง ผู้หญิงก็อย่าให้อะไรๆ มันเยอะจนเกินงาม ถ้าคุณคิดที่จะอยู่ด้วยกัน ก็น่าจะที่ปรับตัวเข้าหากันสิครับ จะได้อยู่ด้วยกันนานๆ

            หลังจากวันที่เกิดเหตุไป 5 วัน ระหว่างที่ผมกำลังนอนกลางวันอยู่ในตะกร้าผ้าห้อง 306 ของนายนิด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสะดุ้งตื่นและวิ่งไปหลบได้โซฟาตัวเดิม

            ก๊อก ก๊อก ก๊อก

            นายนิดเปิดประตูออก เผยให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนถือของพะลุงพลัง อยู่เบื้องหน้า “แก้ม” นั่นเอง

            “แก้ม?” นายนิดร้องออกมาด้วยความตกใจ

            “เที่ยงแล้ว...กินอะไรรึยัง?” แก้มถามโดยที่ไม่สนใจอาการตกใจของนายนิด

            “เอ่อ...ยังเลย” นายนิดหลบมาข้างประตู เพื่อให้แก้มเดินเข้าไปข้างใน แก้มเอาของทั้งหมดมาวางที่โต๊ะไม้หน้าโซฟาที่ผมหลบอยู่

            “แก้มผ่านมาแถวนี้ คิดว่านิดน่าจะยังไม่ได้กินอะไร เลยซื้อมาให้น่ะ”

            “ขอบคุณนะแก้ม...” นายนิดปิดประตูและเดินมาหาแก้ม

            “อื้มมม ไปก่อนนะ แวะมาแค่นี้แหละ” แก้มจะเดินไปยังประตู แต่นิดเอามือกันเอาไว้

            “แก้ม...จะรีบไปไหน ยังไม่หายโกรธนิดหรอ?”

            “แก้มไม่โกรธนิดหรอก เดี๋ยวเผื่อนิดจะทำอะไรไง”

            “...”

            “ไปนะ”

            “เดี๋ยวแก้ม...”

            “หือ?”

            “ที่แก้มถามนิดเมื่อวันนั้นน่ะ นิดได้คำตอบแล้วนะ”

            “...”

            “ไม่ใช่ว่ามันมีไว้ทำไม แต่มันขาดไม่ได้ต่างหากล่ะ”

            แก้มครุ่นคิดอยู่ประมาณ 8 วินาที ก่อนจะยิ้มที่มุมปากและโผเข้ากอดนายนิด

            ...

            หึหึ ผมจำได้ว่า เมื่อ 5 วันที่แล้วเกือบเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในห้องนี้หนิ

ปล. เรื่องนี้มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง...

edit @ 26 Dec 2011 21:41:07 by แอนนา มอญลี่

ย้อนเวลากลับไปประมาณ 11 ปีที่แล้ว
ตอนที่ฉันตัวเตี้ยกว่านี้
ตอนที่ฉันตัวผอมกว่านี้ (ฮ่าๆ)
ตอนที่ฉันมีวุฒิภาวะทางความคิดน้อยกว่านี้
ตอนที่ฉันมีวุฒิภาวะทางอารมณ์น้อยกว่านี้
ตอนที่ฉันเป็น "เด็ก" กว่านี้
 
ฉันจำได้อย่างชัดเจนว่า
ฉันเฝ้ารอให้ปลายปีมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ
เหตุผลประการแรก เด็กที่ไหนก็ชอบของวัญด้วยกันทั้งนั้น
โรงเรียนที่ฉันเรียนอยู่มักจะจัดให้มีการจับสลากกับเพื่อนในห้อง
โดยที่เราต้องเตรียมของขวัญมาคนละ 1 อย่าง
และมีของขวัญที่ทางร.ร.จัดไว้ให้ (อันนี้ไม่ต้องเตรียมอะไรมา ได้ฟรีๆ เลย)
 
เหตุผลประการที่ 2 ของกิน พูดถึงเรื่อง "กิน" ฉันชอบกินมาตั้งแต่เด็กๆ
ร.ร.จะแจกไอ้โน่น ไอ้นี่ให้กินเยอะแยะเต็มไปหมด
จำได้ว่ามีอยู่ปีนึง คุณครูประจำชั้นทำอาหารมีเลี้ยงด้วย
วันนั้นฉันกลับบ้านอย่างอ่อนเปลี้ยเสียแรง (ปาก)
เคี้ยวจนเหนื่อย (จะว่าตะกละก็ได้นะ 5555)
 
เหตุผลประการที่ 3 กิจกรรมวันคริสมาสต์
ที่โรงเรียนของฉันจะมีการแสดงละครเวทีและดนตรี
เราต้องทำฉากเอง คิดบทเอง หาเสื้อผ้าเอง
ทำผมเอง แต่งหน้าเอง ที่สนุกกว่านั้น
คือ มันเป็นเหมือนการทำลายกำแพงของตัวเองอย่างนึง
แสดงละครต่อหน้าคนทั้งร.ร.
มีอยู่ปีนึง ฉันแสดงเป็นทหาร แล้วต้องใส่ชุดรด.
(โคตรอายอะ เพราะมันเป็นร.ร.พวกลูกคุณหนู
มันไม่มีผู้หญิงเรียนรด. รู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาดเลย)
...
 
 
 
ตอนนี้ฉันตัวสูงกว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
ตอนนี้ฉัน "อืด" กว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว (เพราะกินของที่ร.ร.แจกมากไง ชิ!)
ตอนนี้ฉันมีวุฒิภาวะทางความคิดมากกว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
ตอนนี้ฉันมีวุฒิภาวะทางอารมณ์มากกว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
ตอนนี้ฉันเป็น "เด็ก" น้อยลงกว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
 
ที่ไม่พิมพ์ว่า เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
เพราะฉันยังอยากเป็นเด็ก
เคยคิดบ้างมั้ยคะ?
 
ว่า...
ตอนเป็นเด็ก เวลาหัวเราะ เราปล่อยมันออกมาอย่างเต็มที่
ตอนเป็นผู้ใหญ่ เวลาหัวเราะ เราเปล่อยมันออกมาเพียงกึ่งหนึ่งของสิ่งที่อยู่ข้างใน
ตอนเป็นเด็ก เวลาร้องไห้ เราร้องออกมาสุดใจ
ตอนเป็นผู้ใหญ่ เวลาร้องไห้ เราเก็บมันไว้ หรือไม่ก็ร้องคนเดียวเงียบๆ
เป็นเพราะเมื่อโตขึ้น...
เราต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์เพิ่มขึ้น?
หรือ...
โลกแห่งความจริง มันกัดกร่อน
จนกลืนกินความไร้เดียงสาในวัยเด็กที่อยู่ในหัวใจของเราไปเกือบหมดแล้ว?
 
ตอนที่เราเป็นเด็ก...
เราไม่เข้าใจคำว่า "วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ" "ปัญหาการเหลื่อมล้ำทางสังคม"
"ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา" "การควบแน่น" บลาๆๆ
เราไม่คุ้นเคยกับคำว่า "เกิด" และ "ตาย"
เรานั่งดูการ์ตูน เล่นของเล่น กินๆ นอนๆ
เราใช้ชีวิตอยู่กับจินตนาการของเรา
อย่างที่ไม่สนใจความเป็นไปบนพื้นโลก
 
แต่พอเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ
เราเริ่มรู้อะไรต่อมิอะไรมากขึ้น
เราต้องมีการศึกษา
เราต้องมีความรับผิดชอบ
เราต้องรู้ข่าวสารบ้านเมือง
เราต้องรู้วิธีจัดการกับความต้องการและอารมณ์ของตัวเอง
ฯลฯ
เยอะแยะเต็มไปหมด
 
อีกอย่าง
เราไม่ได้โตเพียงแค่คนเดียว
คนรอบข้างของเราก็โตไปพร้อมๆ กันด้วย
ความเป็น "ผู้ใหญ่" มาพร้อมๆ กับการ "สูญเสีย"
สูญเสียทั้งความเป็น "เด็ก" และ คนรอบข้าง
บางคนผ่านการสูญเสียมาหลายครั้ง
แต่ทำยังทำใจให้ชินกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากเย็นเหลือเกิน
 
จริงอยู่ "ความจริง" เป็นสิ่งที่น่ากลัว
แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้ากับมัน
เพราะเราไม่สามารถที่จะหนีมันพ้น
เราต้องอยู่กับมันให้ได้...
ความจริง จะค่อยๆ แทนที่จินตนาการไปเรื่อยๆ
แต่มันไม่ได้แปลว่า ความจริงจะแทรกซึมจินตนาการได้ทั้งหมด
เรายังมีความเป็นเด็กอยู่ในหัวใจได้เสมอ...
 
ฉํนเองก็เช่นกัน
แม้ว่าตอนนี้
ฉันได้เดินเข้ามาใกล้ความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ความเป็นเด็กยังไม่เคยหมดไปจากหัวใจ
ฉันยังมีพฤติกรรมที่ติดมาตั้งแต่ตอนเด็ก
ฉํนยังชอบกินไอติม
ฉันยังชอบดูการ์ตูน
ฉันยังชอบอ่านการ์ตูน
ฉันยังชอบหัวเราะเสียงดัง
ฉันยังชอบเล่นเปายิงฉุบ (เกรียนไปมั้ย?)
ฉันชอบเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่
ฉันชอบความตื่นเต้นเวลาแกะของขวัญ
ฯลฯ
 
ตอนนี้ฉันไม่ได้แสดงละครเวที เล่นดนตรี จับสลากของขวัญ
กินของที่ร.ร.แจกเหมือนเมื่อหลายปีก่อนแล้ว
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันชอบคริสมาสต์และปีใหม่น้อยลงไปเลย
วันนี้ฉันมองดูเทศกาลแห่งความสุขที่เข้ามาถึง
ในมุมมองของคนที่ผ่านโลกมาเยอะมากกขึ้นกว่าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
ฉันมีความสุขที่เห็นสถานที่ต่างๆ ประดับประดาด้วยสีสันสดใส
เห็นรอยยิ้มทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ฉันสัมผัสได้ถึงความหวัง
และสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นใหม่ในอีกไม่กี่วันนี้
...
 
Merry Christmas นะคะ (เอาก่อนเลย)
ลืมสิ่งที่ไม่ดี และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ กันนะคะ